วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2551

PLEASE CALL ME BY MY TRUE NAMES...


บ่อยครั้งของชีวิต ที่ค้นพบตัวเองว่ามักจะถูกตั้งคำถามจากคนรอบข้าง หากความรู้สึกส่วนตัวนั้น ไม่ใคร่ยินยอมจะตอบนัก

เพราะพบว่า... เป็นคำถามพิธีการที่คนถามอาจจะอยากรู้จริงๆ หรือไม่ก็ซักถามตามครรลอง

เรียนที่ไหน ? จบอะไร ?
คุณจะคบผมไหม ถ้าผมจะตอบว่า เรียนรามฯ ครับ เรียนไม่จบด้วย 8 ปี สมัครใหม่ 2 รอบก็ไม่จบ หรือคุณจะคบกับผม หากคำตอบของคำถามออกมาในรูปแบบที่ว่า ผมจบปริญญาโท หลักสูตรนานาชาติ สาขาการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยมหิดล หรือว่าอยากจะเป็นเพื่อนสนิทของผม หากสมมติผมตอบกลับไปว่าผมได้รับทุนเรียนต่อระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เช่นกัน

คุณค่าแห่งชีวิต ไม่ได้อยู่ที่ว่าจบจากที่ไหน อยู่ที่ว่าเราดำรงตนอยู่อย่างไรในทุกโมงยามของจังหวะชีวิต เรียนเก่งถึงขั้นได้เกียรตินิยมแล้วเป็นไง หากไม่เคยมองเห็นคุณค่าและศักดิ์สรีของความเป็นมนุษย์ของเพื่อนรอบกาย ไม่เคยรับรู้ปัญหาสังคม และทุกข์ของแผ่นดิน

ต้องขอบคุณที่ผมได้เรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเด็กบ้านนอกจนๆที่ทำงานตั้งแต่ปี 1 เป็นการทำงานที่ตะลอนไปทั่วแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย รับรู้เรื่องราวมากมาย หากตอนนั้นผมเข้าวิศวะที่จุฬาฯได้ละก้อ จบออกมาผมต้องสร้างเขื่อน สร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าถ่านหินแหง

ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่ง ผมนั่งขายโปสการ์ดและเสื้อผ้าพื้นเมืองริมฟุตบาธยามค่ำคืน กับเพื่อนอีก 2 คน เราต้องเปลี่ยนพื้นที่ไปเรื่อยๆ ทุกวัน เพราะไม่มีพื้นที่ของตนเอง บางพื้นที่ก็ไม่มีคนขาย พอเราจะขายก็ถูกต่อว่าและกีดกัน ผ่านไปอาทิตย์หนึ่ง มีคนรู้จักผ่านมาเจอและด้วยความประหลาดใจก็เผลอทักเสียงดังว่า “อ้าวคุณหมอสวัสดีครับ” เพื่อนผมทั้งสองคนเป็นหมอ เราชอบโปสการ์ดเหมือนกัน เลยตระเวณถ่ายรูปแล้วเอามาจำหน่ายราคาถูก หลังจากนั้นเราจะขายที่ไหน ตรงไหน สะดวกทุกพื้นที่ เพราะเพื่อนเป็นหมอ นี่ถ้าเพื่อนผมเป็นช่างซ่อมรองเท้า จะมีคนให้พื้นที่ขายโปสการ์ดมั้ยเนี่ย

บ้านนี้ เมืองนี้ มีคนเก่ง เยอะแยะไป ผมว่าเยอะมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านด้วยซ้ำไป แต่ทำไมถึงมีแต่ความวุ่นวาย แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น คอรัปชั่น เห็นแก่ตัว ทำลายและทำร้ายกันและกัน สิ่งที่สังคมไทยต้องการคือ คนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ซึ่งเมื่อตระหนักถึงทุกข์ของแผ่นดิน ก็จะออกมาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ดังเช่นปัจจุบันที่วัดคุณค่าของมนุษย์ที่ฐานะและเงินตรา

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เคยกล่าวว่า เหตุที่สังคมเดือดรร้อนไม่ใช่เพราะการกระทำของคนไม่ดี หากแต่เพราะคนดีเมื่อได้รับรู้ถึงความไม่ชอบธรรม หรือความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในสังคม ก็ยังนั่งตาปริบๆ ไม่ยอมทำอะไร

อายุเท่าไหร่ ?
จะรู้ไปทำไม รู้แล้วจะทำให้สัมพันธภาพเราเบ่งบานหรือเปล่า ผมสงสัยจัง ไม่ใช่เพราะผมไม่อยากบอกหรอกครับ แต่ในปัจจุบันขณะทุกโมงยามที่เราเป็นอยู่นี้ เซลล์ของร่างกายเราเกิดและดับแทบไม่รู้กี่สิบล้านครั้ง ผมไม่ใช่ผมเมื่อที่พิมพ์บรรทัดแรก เราทั้งหลายเกิด ดับ ทุกโมงยามของชีวิต เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ทำงานที่ไหน ทำอะไร? ผมไม่มีงานทำหรอกครับ ตกงาน เร่ร่อนไปเรื่อยๆ หรือจะตอบว่าผมเป็นโจรดีนะ เป็นคนบ้ากามดีมั้ย หากผมตอบด้วยวลีเช่นนี้ คุณค่าผมในสายตาคุณจะลดลงไหม หรือจะคบกับผมหากผมตอบว่า ชีวิตที่ผ่านมาผมทำงานหลากหลายมาก ทั้งบุ๋น และบู๊ หลายครั้งก็เป็นคล้ายเจมส์บอนด์ ไม่เคยจำแนกแยกแยะว่าเป็นงานประเภทไหน โห น่าตื่นเต้นจัง ขอเป็นเพื่อนด้วยคนสิ

นับถือศาสนาอะไร ?
ผมไม่เคยเชื่อและนับถือศาสนาอะไรเลย ศาสนาไม่ใช่ทางออกของชีวิตผม ศาสนามีแต่ทำให้สาวกที่อยู่ต่างศาสนากันต้องทะเลาะเบาะแว้ง นำไปสู่การวิวาท ถึงขั้นเลือดตกยางออกก็มี แม้กระทั่งในศาสนาเดียวกันก็เถิดยังแยกแตกแขนงไปอีกตั้งหลายนิกาย แล้วมากดข่มกันเองว่าใครดีหรือด้อยกว่ากัน
บุคลลที่เป็นทั้งวีรบุรุษและแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของผมก็มี พระพุทธเจ้า พระเยซู เจ้าแม่กวนอิม นบีมูหัมหมัด และอีกหลายๆท่าน บุคคลทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้สอนศาสนา ทว่า สัจธรรม (Truth)

พระพุทธองค์ชี้ให้เราเห็นสัจธรรมเพื่อให้เราเกิดปัญญา ในอันที่จะรับรู้ได้ว่าความทุกข์คืออะไร เหตุแห่งทุกข์มาจากไหน และวิธีการดับเสียให้พ้นจากทุกข์นั้นคืออะไร พระองค์สอนสัจธรรมเพื่อประโยชน์แด่มนุษยชาติ เพื่อที่เราจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พ้นโลกิยวิสัยเข้าสู่โลกุตรธรรม

พระเยซูและพระโพธิสัตว์อวนกิม มีเมตตามุนษยชาติในรูปแบบที่คล้ายกัน นั่นคือการให้ความรักต่อสรรพชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน อย่าฆ่าฟันหรือเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

จะรู้ไปทำไมว่าผมเป็นใคร มาจากไหน กำลังทำอะไร และจะไปที่ใด? สิ่งซึ่งสำคัญ คือ ปัจจุบันขณะของการดำรงอยู่ระหว่างเรา ที่เราจะได้เปิดใจมาเรียนรู้ร่วมกัน มิใช่อดีตกาลของแต่ละคนที่ได้ผ่านไปแล้ว โอบกอดความรักและความทุกข์อย่างไม่แบ่งแยกร่วมกัน

ดำรงปัจจุบันขณะอย่างเบิกบาน เรียนรู้ร่วมกันที่จะแบ่งปันความรักในหัวใจ ความเมตตา กรุณา ความอาทร ให้กับคนรอบข้าง ต่อสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยลีลาและการใช้วาจาแห่งรักที่จะได้อยู่อย่างสันติสุข

เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน โดยที่ไม่มีพรมแดนขีดแบ่งระหว่าง ไม่มีแบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว ชนชั้น หรือศาสนาเข้ามากั้นขวาง ไม่มีฉัน ไม่มีเธอ หากเราคือเพื่อนของกันและกัน

ผมไม่นับถือศาสนาอะไรทั้งนั้น

1 ความคิดเห็น:

เรียนต่อต่างประเทศ กล่าวว่า...

ขอบคุณมากๆๆค่ะ